แรงงานและผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่

ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ 2568

จากรายการ แรงงานและผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่
0:000:00
ดาวน์โหลดบน App Store (iPhone) ดาวน์โหลดบน Google Play (Android)
รายละเอียดตอน
1. ปี 67 กองทุนฯ อนุมัติแรงงานต่างชาติขอรับเงินสงเคราะห์ญาติสายเลือดตรงเสียชีวิต 10,090 ราย มูลค่า 810 ล้านเหรียญ และมีแรงงานต่างชาติเสียชีวิต 675 ราย อนุมัติเงินทดแทนแก่ทายาท 117 ล้านเหรียญไต้หวัน ข้อมูลของกระทรวงแรงงาน ณ สิ้นปี 2567 มียอดจำนวนแรงงานต่างชาติทำงานอยู่ในไต้หวันกว่า 820,000 คน ในจำนวนนี้ทำงานอยู่ในภาคการผลิตและเข้าเป็นสมาชิกกองทุนประกันภัยแรงงานกว่า 530,000 คน กองทุนประกันภัยแรงงานของไต้หวันเปิดเผยข้อมูล ปี 2567 มีแรงงานต่างชาติที่เป็นสมาชิกกองทุนฯ เสียชีวิตจากสาเหตุต่าง ๆ รวมทั้งสิ้น 675 ราย ในจำนวนนี้ เป็นแรงงานไทยประมาณ 100 ราย และทายาทของแรงงานที่เสียชีวิตได้รับเงินทดแทนเป็นก้อนครั้งเดียวเนื่องจากเข้าเป็นสมาชิกกองทุนฯ เป็นครั้งแรกก่อน 1 ม.ค. 2552 จำนวน 243 ราย จำนวนเงินทดแทนที่อนุมัติไปแล้ว 68,496,470 เหรียญไต้หวัน ส่วนทายาทที่ได้รับเงินทดแทนเป็นรายเดือน เนื่องจากเข้าเป็นสมาชิกกองทุนฯ ครั้งแรกหลัง 1 ม.ค. 2552 จำนวน 432 ราย อนุมัติเงินทดแทนเป็นรายเดือน 48,530,672 เหรียญไต้หวัน กองทุนประกันภัยแรงงานกล่าวว่า การอนุมัติเงินทดแทนดังกล่าว กองทุนฯ จะโอนเงินทดแทนเข้าบัญชีธนาคารของทายาทผู้มีสิทธิ์รับผลประโยชน์ตามในหนังสือมอบอำนาจโดยตรง ไม่ผ่านนายจ้างหรือบริษัทจัดหางานใด ๆ โดยจะหักค่าธรรมเนียมในการโอนเงินจากธนาคาร 300 เหรียญไต้หวันต่อการโอนในแต่ละครั้ง กองทุนประกันภัยแรงงานกล่าวว่า ตามกฎหมายว่าด้วยการประกันภัยแรงงานของไต้หวันมาตรา 63 กำหนดว่า สมาชิกกองทุนประกันภัยแรงงานไม่ว่าจะเป็นแรงงานท้องถิ่นหรือแรงงานต่างชาติ หากเข้าเป็นสมาชิกกองทุนฯ ครั้งแรกก่อนวันที่ 1 มกราคม 2552 เมื่อโชคร้ายเสียชีวิต ทายาทสามารถขอรับเงินทดแทนเป็นก้อนครั้งเดียวได้ แต่หากเข้าเป็นสมาชิกกองทุนฯ ครั้งแรกหลังวันที่ 1 มกราคม 2552 ทายาทจะไม่สามารถเลือกเงินทดแทนเป็นก้อนครั้งเดียวได้ ต้องยื่นขอรับเงินทดแทนเป็นรายเดือนเท่านั้น นอกจากเงินทดแทนกรณีเสียชีวิตแล้ว แรงงานต่างชาติที่เป็นสมาชิกกองทุนประกันภัยแรงงาน ยังมีสิทธิ์รับเงินสวัสดิการอื่น ๆ เหมือนกับแรงงานท้องถิ่นทุกประการ เช่น มีสิทธิ์ขอรับเงินสงเคราะห์จากกองทุนประกันภัยแรงงานกรณีที่ญาติสายเลือดตรงเสียชีวิต ตามข้อกำหนดการประกันภัยแรงงานมาตราที่ 62 หากบิดาหรือมารดาหรือคู่สมรสเสียชีวิตระหว่างที่เป็นสมาชิกกองทุนฯ สามารถยื่นขอรับเงินสงเคราะห์ได้ในอัตรา 3 เท่าของวงเงินที่แจ้งเอาประกัน ซึ่งแรงงานต่างชาติส่วนใหญ่ นายจ้างจะช่วยเอาประกันในวงเงินเท่ากับค่าจ้างขั้นต่ำ นอกจากนี้บุตรเสียชีวิตก็สามารถยื่นขอเงินสงเคราะห์ได้เช่นกัน หากเป็นบุตรอายุมากกว่า 12 ปีเสียชีวิต ยื่นขอเงินสงเคราะห์ได้ 2.5 เท่าของวงเงินที่แจ้งเอาประกัน กรณีที่บุตรต่ำกว่า 12 ปีเสียชีวิต ยื่นขอเงินสงเคราะห์ได้ 1.5 เท่าของวงเงินที่แจ้งเอาประกัน กองทุนประกันภัยแรงงานกล่าวว่า ปี พ.ศ. 2567 ที่ผ่านมา มีแรงงานต่างชาติยื่นขอเงินสงเคราะห์กรณีญาติสายเลือดตรงเสียชีวิตและได้รับอนุมัติแล้ว 10,090 ราย ยอดเงินสงเคราะห์ที่อนุมัติ 910,949,463 เหรียญไต้หวัน เฉลี่ยได้รับเงินสงเคราะห์รายละ 90,000 เหรียญเศษ 2. แรงงานไทยที่ไถหนานแอบปลูกกัญชาไว้ 3 ต้น อ้างใช้เป็นเครื่องปรุงอาหาร ศาลตัดสินจำคุก 1 ปี 4 เดือน รอลงอาญา 2 ปี เสียค่าปรับ 60,000 เหรียญ เตือนแรงงานไทยระวัง! แม้ว่าประเทศไทยจะปลดกัญชาออกจากบัญชีรายชื่อยาเสพติดตั้งแต่ปี 2565 แต่ในไต้หวัน ยังจัดเป็นยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 2 กลุ่มเดียวกับแอมเฟตามีน ยาบ้าและยาไอซ์ มีโทษจำคุกและต้องเสียค่าปรับที่แพง เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ศาลท้องถิ่นไถหนาน ตัดสินจำคุกแรงงานไทยรายหนึ่งแอบปลูกต้นกัญชาไว้ในหอพัก 3 ต้น อ้างใช้เป็นเครื่องปรุง เนื่องจากมีจำนวนไม่มากและศาลเชื่อในคำให้การของจำเลย ตัดสินจำคุก 1 ปี 4 เดือน แต่ให้รอลงอาญา 2 ปี โดยต้องจ่ายค่าปรับ 60,000 เหรียญเข้าคลัง อาคารที่ทำการศาลท้องถิ่นไถหนาน (ภาพจาก tw.nextapple.com) คำพิพากษาของศาลระบุว่า นายไชยมงคล จำเลยซึ่งเป็นแรงงานไทยที่เดินทางมาทำงานในโรงงานที่นครไถหนาน ปลูกกัญชาไว้บนดาดฟ้าของหอพักจำนวน 3 ต้น จากนั้นย้ายไปซ่อนในตู้เสื้อผ้า เพื่อนในโรงงานแจ้งความ ตำรวจไปตรวจค้นพบกัญชาสดความสูงประมาณ 70 ซม. 3 ต้น น้ำหนัก 250 กรัม ซ่อนอยู่ในตู้เสื้อผ้าในห้องพัก เริ่มแรกนายไชยมงคลให้การปฏิเสธปลูกกัญชาและปฏิเสธเป็นเจ้าของ หลังอัยการสั่งฟ้องข้อหาปลูกกัญชาซึ่งเป็นยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 2 มีโทษจำคุก 5 ปีขึ้นไปและปรับไม่เกิน 5 ล้านเหรียญไต้หวัน นายไชยมงคลจึงรู้ตัวว่าตนอาจติดคุกจริง กลับคำให้การต่อศาล รับสารภาพว่าเป็นเจ้าของกัญชาทั้ง 3 ต้นจริง โดยได้รับเมล็ดกัญชาจากนายชินวัฒน์ เพื่อนแรงงานไทยที่ทำงานครบสัญญาเดินทางกลับประเทศไทยไปแล้ว ตั้งแต่ต้นปี 2566 และนำมาปลูกในกระถางบนดาดฟ้าของหอพักตั้งแต่วันที่ 13 พฤษภาคม 2567 จนถึงเดือนกันยายนปีเดียวกัน ต้นกัญชาโตและงอกงามขึ้น ถูกเพื่อนคนไต้หวันเห็นเข้า ตนกลัวจะเป็นปัญหาจึงแอบย้ายไปเก็บไว้ในตู้เสื้อผ้า เพื่อนแจ้งความ ตำรวจมาตรวจพบกัญชาทั้ง 3 ต้นในตู้เก็บเสื้อผ้า จำเลยให้การต่อศาลยืนยันว่า ที่ตนปลูกกัญชา มีวัตถุประสงค์อย่างเดียวคือใช้เป็นเครื่องปรุงรสอาหาร แม้จะให้การปฏิเสธในชั้นสืบสวน และรับสารภาพในชั้นศาล ศาลพิจารณาจากฐานะทางครอบครัว การศึกษาและประวัติของจำเลย ซึ่งไม่เคยทำผิดกฎหมายไต้หวันมาก่อน อีกทั้งต้นกัญชาที่ปลูกมีจำนวนไม่มาก ไม่มีอุปกรณ์เครื่องมือปลูกและผลิตที่เป็นมืออาชีพ ลงความเห็นว่า น่าจะเกิดจากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์มากกว่าที่จะปลูกเพื่อเสพหรือจำหน่าย จึงตัดสินลงโทษในสถานเบา จำคุก 1 ปี 4 เดือน แต่ให้รอลงอาญา 2 ปี ในระหว่างนี้หากทำผิดซ้ำจะถูกลงโทษหนักทั้งโทษเก่าและโทษใหม่ และนับตั้งแต่วันตัดสินเป็นต้นไปภายในเวลา 1 ปี จำเลยต้องจ่ายค่าปรับเข้าคลังเป็นเงินจำนวน 60,000 เหรียญไต้หวัน....
ตอนอื่นในรายการนี้

ดูทุกตอน →