แรงงานและผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่

ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 17 เมษายน 2569

จากรายการ แรงงานและผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่
0:000:00
ดาวน์โหลดบน App Store (iPhone) ดาวน์โหลดบน Google Play (Android)
รายละเอียดตอน
1. กระทรวงแรงงานไต้หวันเผยสถิติการฝ่าฝืนกฎหมายแรงงานปี 2568 พุ่งเกือบ 5,000 คดี "การจ้างงานผิดกฎหมาย" ครองอันดับหนึ่ง ท่ามกลางการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุระดับสูงสุดและภาวะอัตราการเกิดที่ต่ำลงอย่างต่อเนื่อง ไต้หวันเผชิญกับการหดตัวของประชากรวัยทำงานในทุกภาคอุตสาหกรรม ความต้องการแรงงานที่เพิ่มขึ้นในขณะที่ขั้นตอนการยื่นขออนุญาตตามระบบมีข้อจำกัด จึงเป็นปัจจัยผลักดันให้การจ้างงานนอกระบบขยายตัวอย่างเห็นได้ชัด ภาคการเกษตรขาดแคลนแรงงานอย่างหนัก เกษตรกรว่าจ้างชาวต่างชาติเข้าทำงานอย่างผิดกฎหมายเพิ่มจำนวนมากตามไปด้วย (ภาพจาก agriharvest.tw) จากสถิติประจำปี พ.ศ. 2568 พบว่ามีนายจ้างถูกดำเนินคดีฝ่าฝืนกฎหมายการจ้างงาน และถูกลงโทษปรับรวมทั้งสิ้น 4,884 คดี เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 580 คดี โดยในจำนวนดังกล่าว มากกว่า 2,500 คดี เป็นความผิดฐานจ้างงานโดยไม่ได้รับอนุญาต และการให้ที่พักพิงหรือยินยอมให้แรงงานต่างชาติทำงานอย่างผิดกฎหมาย ความผิดที่พบมากที่สุด คือ การฝ่าฝืนมาตรา 57 วรรค 1 ได้แก่ การจ้างแรงงานต่างชาติโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือใช้ใบอนุญาตที่หมดอายุแล้ว รวม 1,605 คดี เพิ่มขึ้น 56 คดี โดยมีโทษปรับตั้งแต่ 150,000 ถึง 750,000 เหรียญไต้หวัน และมีการเพิกถอนใบอนุญาตแล้ว 80 กรณี อันดับสอง คือ ความผิดตามมาตรา 44 ฐานให้ที่พักพิงหรือยินยอมให้แรงงานต่างชาติทำงานโดยมิชอบด้วยกฎหมาย รวม 928 คดี เพิ่มขึ้น 112 คดี มีโทษปรับในอัตราเดียวกัน และเพิกถอนใบอนุญาตแล้ว 137 กรณี อันดับสาม คือ การฝ่าฝืนมาตรา 57 วรรค 3 ฐานสั่งให้แรงงานต่างชาติปฏิบัติงานนอกเหนือขอบเขตที่ได้รับอนุญาต รวม 426 คดี เพิ่มขึ้น 71 คดี มีโทษปรับ 30,000–150,000 เหรียญไต้หวัน และต้องดำเนินการแก้ไขภายในระยะเวลาที่กำหนด มิเช่นนั้นอาจถูกเพิกถอนใบอนุญาต ซึ่งมีแล้ว 10 กรณี ภาคการเกษตรขาดแคลนแรงงานอย่างหนัก เกษตรกรว่าจ้างชาวต่างชาติเข้าทำงานอย่างผิดกฎหมายเพิ่มจำนวนมากตามไปด้วย (ภาพจาก agriharvest.tw) อันดับสี่ คือ ความผิดตามมาตรา 57 วรรค 4 ฐานโยกย้ายแรงงานต่างชาติไปปฏิบัติงาน ณ สถานที่นอกเหนือจากที่ได้รับอนุญาต รวม 206 คดี เพิ่มขึ้น 83 คดี มีโทษปรับ 30,000–150,000 เหรียญไต้หวัน และเพิกถอนใบอนุญาตแล้ว 14 กรณี อันดับที่ห้า คือ ความผิดตามมาตรา 57 วรรค 5 ฐานไม่จัดให้แรงงานต่างชาติเข้ารับการตรวจสุขภาพตามกำหนด หรือไม่รายงานผลการตรวจต่อหน่วยงานสาธารณสุข รวม 115 คดี เพิ่มขึ้น 5 คดี มีโทษปรับ 60,000–300,000 เหรียญไต้หวัน ทั้งนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องระบุว่า ภายหลังสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลายลง จำนวนคดีประเภทนี้ได้กลับเข้าสู่ระดับปกติแล้ว ไม่สูงเช่นในช่วงปี พ.ศ. 2564–2565 นอกจากนี้ ยังพบความผิดในลักษณะอื่น ได้แก่ การฝ่าฝืนกฎหมายการจ้างงานหรือคำสั่งตามกฎหมายในประเด็นอื่น จำนวน 60 คดี ลดลง 7 คดี มีโทษปรับ 60,000–300,000 เหรียญไต้หวัน และเพิกถอนใบอนุญาต 31 กรณี ความผิดฐานไม่แจ้งหน่วยงานเมื่อแรงงานต่างชาติขาดงานติดต่อกันเกิน 3 วัน หรือเมื่อสิ้นสุดสัญญาจ้าง จำนวน 37 คดี มีโทษปรับ 30,000–150,000 เหรียญไต้หวัน และความผิดฐานนำชื่อของตนไปใช้เป็นนายจ้างแทนบุคคลอื่น จำนวน 9 คดี ลดลง 12 คดี มีโทษปรับ 150,000–750,000 เหรียญไต้หวัน และเพิกถอนใบอนุญาต 5 กรณี กระทรวงแรงงานได้ย้ำเตือนนายจ้างว่า การจ้างแรงงานต่างชาติทุกกรณีจะต้องยื่นขอและได้รับอนุญาตอย่างถูกต้องตามกฎหมาย พร้อมทั้งตรวจสอบเอกสารประจำตัวของแรงงานก่อนการจ้างงานทุกครั้ง งดเว้นการจ้างงานนอกระบบหรือให้ที่พักพิงแก่แรงงานผิดกฎหมาย และห้ามมิให้นำชื่อของตนไปใช้เป็นนายจ้างแทนผู้อื่นโดยเด็ดขาด หากฝ่าฝืนกฎหมาย จะถูกลงโทษตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดต่อไป 2. ชาวไต้หวันแห่ลงชื่อค้านนำเข้าแรงงานอินเดีย ทะลุ 4.1 หมื่นรายใน 7 วัน ถกเดือดระหว่างความปลอดภัยกับการเหยียดเชื้อชาติ นโยบายการเปิดรับแรงงานต่างชาติจากอินเดียของรัฐบาลไต้หวันกลายเป็นประเด็นร้อนที่จุดกระแสถกเถียงในวงกว้าง ไม่เพียงแต่บนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียอย่าง Threads เท่านั้น แต่ยังลุกลามไปสู่ JOIN แพลตฟอร์มการมีส่วนร่วมด้านนโยบายสาธารณะ ซึ่งมีประชาชนร่วมลงชื่อคัดค้านแล้วกว่า 41,000 ราย ภายในระยะเวลาเพียงหนึ่งสัปดาห์ พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลระงับแผนการดังกล่าว โดยให้ความสำคัญกับประเด็นความปลอดภัยสาธารณะและความเสมอภาคทางเพศเป็นอันดับแรก กระแสต่อต้านปะทุขึ้นหลังจากที่นายหงเซินฮั่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ออกมายืนยันว่าแรงงานอินเดียชุดแรกอาจเดินทางมาถึงไต้หวันได้เร็วที่สุดภายในปีนี้ ข้อเสนอในแคมเปญลงชื่อระบุชัดเจนว่า รัฐบาลควรระงับแผนนำเข้าแรงงานอินเดียอย่างไม่มีกำหนด จนกว่าจะมีการจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบที่ครอบคลุมและรัดกุม ไต้หวันและอินเดียลงนาม MOU เมื่อ 2567 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเปิดช่องทางให้แรงงานอินเดียเข้ามาทำงานในภาคการผลิตและภาคการก่อสร้างของไต้หวัน (ภาพจาก LTN) เนื้อหาของข้อเสนอดังกล่าวอ้างอิงรายงานข่าวต่างประเทศเกี่ยวกับคดีล่วงละเมิดทางเพศที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในอินเดีย ทั้งเหตุการณ์บนรถพยาบาลและคดีล่วงละเมิดที่กระทำต่อนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยชี้ให้เห็นว่าผู้ก่อเหตุบางรายไม่มีประวัติอาชญากรรมมาก่อน จึงตั้งข้อกังขาว่าการตรวจสอบใบรับรองประวัติอาชญากรรมอาจไม่เพียงพอสำหรับการคัดกรองความเสี่ยง นอกจากนี้ ยังมีการตั้งคำถามถึงความน่าเชื่อถือของระบบราชการอินเดียและความเข้มงวดในการออกเอกสารราชการ ว่าสอดคล้องกับมาตรฐานด้านความปลอดภัยของไต้หวันหรือไม่ โดยกลุ่มผู้คัดค้านยืนยันว่าไม่ควรนำความปลอดภัยของประชาชน โดยเฉพาะผู้หญิง ไปเสี่ยงกับนโยบายที่ยังมีช่องโหว่ในด้านความเท่าเทียมทางเพศ หลังนายหงเซินฮั่น รมว.....
ตอนอื่นในรายการนี้

ดูทุกตอน →