ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 27 มีนาคม 2569
0:000:00
รายละเอียดตอน
1. นโยบายไม่เก็บค่าหัวคิวใกล้เป็นจริง? สหรัฐฯ เตรียมตรวจสอบประเด็นแรงงานบังคับในหลายประเทศ ไต้หวันเร่งสร้างความเข้าใจแก่ผู้ประกอบการ
สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐอเมริกา (USTR) ประกาศเมื่อวันที่ 11 มีนาคมที่ผ่านมา นอกจากจะดำเนินการตรวจสอบตามมาตรา 301 ต่อประเทศคู่ค้าหลายแห่งแล้ว ยังมีแผนตรวจสอบประเด็นการนำเข้าสินค้าที่เชื่อมโยงกับการบังคับใช้แรงงานในกว่า 60 ประเทศ
ล่ามของศูนย์ดูแลแรงงานต่างชาติประจำท่าอากาศยานนานาชาติเถาหยวน พากลุ่มแรงงานไทยที่เดินทางมาถึงออกมาจากสนามบิน (ภาพจากกรมพัฒนากำลังแรงงาน)
สำหรับไต้หวัน ซึ่งถูกจับตามองในเรื่องปัญหาแรงงานต่างชาติในภาคการผลิตและภาคประมง ทั้งในแง่ค่าหัวคิวที่สูงลิ่วและสภาพแวดล้อมการทำงานที่ต่ำกว่ามาตรฐาน นายกงหมิงซิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐการ แถลงเมื่อวันที่ 12 มีนาคมว่า กระทรวงแรงงานได้ออกแนวปฏิบัติเพื่อป้องกันการบังคับใช้แรงงานเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และกระทรวงเศรษฐการจะประสานงานเพื่อเผยแพร่และสร้างความเข้าใจให้ผู้ประกอบการในไต้หวันนำแนวทางดังกล่าวไปปฏิบัติอย่างเคร่งครัด
ก่อนหน้านี้ USTR ระบุว่าจะดำเนินการสอบสวนตามมาตรา 301 ของกฎหมายการค้าต่อประเทศคู่ค้า 16 แห่ง ในประเด็นกำลังการผลิตที่ล้นตลาด ควบคู่ไปกับการตรวจสอบการนำเข้าสินค้าที่เกี่ยวข้องกับแรงงานบังคับจากอย่างน้อย 60 ประเทศ
แรงงานต่างชาติพักผ่อนหย่อนใจหน้าศูนย์การค้าอาเซียนสแควร์ นครไทจง (ภาพจาก twreporter.org)
กรณีที่ถูกจับตามองเป็นพิเศษคือ Giant Manufacturing ยักษ์ใหญ่อุตสาหกรรมจักรยานระดับโลก ซึ่งเมื่อเดือนกันยายนปีที่ผ่านมา ถูกหน่วยงานศุลกากรและพิทักษ์พรมแดนสหรัฐฯ (CBP) สั่งระงับการนำเข้าสินค้า เนื่องจากพบปัญหาการบังคับใช้แรงงาน นับเป็นครั้งแรกที่เกิดขึ้นกับภาคการผลิตของไต้หวัน เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ Giant Manufacturing และอีกหลายบริษัทต้องรีบประกาศใช้นโยบายศูนย์ค่าใช้จ่ายสำหรับแรงงานต่างชาติ กล่าวคือ ยกเลิกการเรียกเก็บค่าบริการจัดหางานหรือค่าหัวคิวจากแรงงานทุกรูปแบบ โดยบริษัทเป็นผู้รับภาระค่าใช้จ่ายทั้งหมดทั้งในช่วงก่อนการเดินทางและระหว่างทำงานในไต้หวัน พร้อมทั้งชดเชยย้อนหลังคืนเงินที่แรงงานต่างชาติเคยจ่ายไปแล้วด้วย
อย่างไรก็ตาม ปัญหาแรงงานบังคับในสถานประกอบการไต้หวันไม่ได้เป็นเพียงกรณีโดดเดี่ยว แต่สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างที่หยั่งรากลึก โดยเฉพาะในกระบวนการนำเข้าแรงงานต่างชาติผ่านบริษัทจัดหางาน ซึ่งมักพบพฤติกรรมที่ขัดต่อมาตรฐานสากล ไม่ว่าจะเป็นการยึดเอกสารประจำตัว หรือการเรียกเก็บค่าหัวคิวในอัตราที่สูงเกินจริง ปัญหาเหล่านี้แพร่หลายในหลายอุตสาหกรรม ทั้งสิ่งทอ อิเล็กทรอนิกส์ ตลอดจนโลหะและเครื่องจักรไฟฟ้า ซึ่งล้วนมีความเสี่ยงที่จะถูกคว่ำบาตรจากสหรัฐฯ และประเทศในยุโรป
กลุ่มแรงงานต่างชาติเดินทางถึงไต้หวัน ขณะออกมาจากท่าอากาศยานนานาชาติเถาหยวน
เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา กระทรวงแรงงานได้ประกาศแนวปฏิบัติอ้างอิงสำหรับภาคธุรกิจในการป้องกันการใช้แรงงานบังคับ เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถระบุและแยกแยะรูปแบบของการบังคับใช้แรงงานได้ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยนำเสนอกรอบการดำเนินงานแบบเป็นขั้นตอนผ่าน 5 มิติหลัก พร้อมเครื่องมือสำคัญ 4 ประการ เพื่อนำพาภาคธุรกิจเริ่มต้นจากการบริหารจัดการภายในองค์กร แล้วขยายไปสู่การกำกับดูแลห่วงโซ่อุปทาน กระทรวงแรงงานเน้นย้ำด้วยว่า ผู้ประกอบการที่ไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานแรงงานสากลจะสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในเวทีการค้าระหว่างประเทศ
กงหมิงซินกล่าวเสริมว่า กระทรวงเศรษฐการพร้อมร่วมมือกับกระทรวงแรงงานในการเผยแพร่แนวปฏิบัติดังกล่าว เพื่อให้ผู้ประกอบการในประเทศเข้าใจสถานการณ์และความหมายของแรงงานบังคับอย่างถ่องแท้ พร้อมกันนี้ยังยอมรับว่าประเด็นแรงงานบังคับไม่ใช่ภาระหน้าที่ของกระทรวงแรงงานเพียงฝ่ายเดียว กระทรวงเศรษฐการเองก็มีส่วนรับผิดชอบสำคัญ ทั้งนี้ กลุ่มองค์กรแรงงานได้วิพากษ์วิจารณ์ซ้ำหลายครั้งว่า "แผนปฏิบัติการแห่งชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน" ซึ่งจัดทำโดยกรมส่งเสริมการลงทุน กระทรวงเศรษฐการ ได้หมดอายุลงตั้งแต่ปลายปี 2567 และแม้จะล่วงเลยมากกว่า 15 เดือนแล้ว ยังไม่มีความคืบหน้าใด ๆ ในการเสนอฉบับปรับปรุงเวอร์ชัน 2.0 ส่งผลให้การผลักดันมาตรการป้องกันแรงงานบังคับในภาคธุรกิจยังคงขาดรูปธรรม
กลุ่มแรงงานต่างชาติเดินทางถึงไต้หวัน กำลังรอล่ามของศูนย์ดูแลแรงงานต่างชาติมาพาออกจากท่าอากาศยานนานาชาติเถาหยวน
เมื่อสหรัฐฯ เริ่มเดินหน้าตรวจสอบอย่างจริงจัง ผู้ประกอบการไต้หวันอาจต้องเผชิญคำสั่งห้ามนำเข้าสินค้าสู่ตลาดอเมริกา ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงที่ไม่อาจมองข้าม โดยปี 2567 ที่ผ่านมา ไต้หวันส่งออกผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ไปยังสหรัฐฯ มูลค่ารวม 88,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และชิ้นส่วนยานยนต์อีก 3,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ รวมกันกว่า 2.7 ล้านล้านเหรียญไต้หวัน หากห่วงโซ่อุปทานเกิดความสะดุด ย่อมส่งแรงกระเทือนต่อเศรษฐกิจในวงกว้าง ทางออกที่ตรงไปตรงมาที่สุดในตอนนี้คือการนำนโยบายศูนย์ค่าใช้จ่ายมาใช้อย่างจริงจัง โดยให้นายจ้างเป็นผู้รับภาระค่าใช้จ่ายทั้งหมดแทนแรงงานต่างชาติ ทั้งในขั้นตอนก่อนการเดินทางและระหว่างการทำงานในไต้หวัน
2. สรรพากรไต้หวันแนะแรงงานต่างชาติขอคืนภาษีในรูปแบบเช็ค ก่อนเดินทางกลับประเทศ ช่วยคุ้มครองสิทธิประโยชน์และป้องกันการฟอกเงิน
กรมสรรพากร กระทรวงการคลัง ไต้หวัน ออกมาชี้แจงว่า แรงงานต่างชาติที่มีรายได้จากการทำงานในไต้หวันมีหน้าที่ตามกฎหมายในการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
ขณะเดียวกัน เพื่อป้องกันไม่ให้บัญชีธนาคารของแรงงานต่างชาติถูกกลุ่มมิจฉาชีพนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการรับเงินจากฉ้อโกงหรือการฟอกเงิน โดยเฉพาะในกรณีที่แรงงานต่างชาติเดินทางกลับประเทศหลังครบสัญญาโดยไม่ได้ปิดบัญชีธนาคาร คณะกรรมการกำกับดูแลสถาบันการเงิน (FSC) จึงบังคับใช้มาตรการป้องกันการทุจริตอย่างเข้มงวด....
ตอนอื่นในรายการนี้