แรงงานและผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่

ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 2 พฤษภาคม 2568

จากรายการ แรงงานและผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่
0:000:00
ดาวน์โหลดบน App Store (iPhone) ดาวน์โหลดบน Google Play (Android)
รายละเอียดตอน
1. กระทรวงแรงงานไต้หวันจับมืออินโดนีเซีย ขยายการนำเข้าแรงงานภาคเกษตรและผู้อนุบาลในองค์กรแบบจ้างตรงจากอินโดนีเซียมากขึ้น เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการให้บริการจ้างตรงในรูปแบบรัฐต่อรัฐ กระทรวงแรงงานไต้หวันได้ผลักดันความร่วมมือกับประเทศผู้ส่งออกแรงงานอย่างต่อเนื่อง ผ่านการประชุมทวิภาคี ล่าสุดบรรลุข้อตกลงกับกระทรวงแรงงานอินโดนีเซีย ขยายประเภทของแรงงานอินโดนีเซียที่สามารถจ้างตรงได้ จากเดิมที่มีเพียงภาคการผลิตและผู้อนุบาลในครัวเรือน ขยายไปเป็นภาคการเกษตร รวมถึงเกษตรจ้างเหมาบริการ และผู้อนุบาลในองค์กร สามารถใช้บริการจากศูนย์บริการจ้างตรง ในสังกัดกรมพัฒนากำลังแรงงาน กระทรวงแรงงาน ช่วยนายจ้างคัดเลือกแรงงานจากอินโดนีเซียได้โดยตรง ไม่ผ่านการจัดส่งของบริษัทจัดหางาน สะดวกรวดเร็วและประหยัดค่าใช้จ่ายทั้งในส่วนของนายจ้างและตัวแรงงานต่างชาติ ศูนย์จ้างตรง (DHSC) กรมพัฒนากำลังแรงงาน กระทรวงแรงงาน เร่งผลักดันและขยายการนำเข้าแรงงานต่างชาติผ่านระบบจ้างตรง ช่วยนายจ้างและแรงงานลดภาระค่าใช้จ่าย (ภาพจากเว็บ DHSC) กระทรวงแรงงานระบุว่า การสนับสนุนให้นายจ้างจ้างแรงงานต่างชาติโดยตรง ช่วยนายจ้างและแรงงานลดภาระค่าบริการจัดหางานหรือค่าหัวคิวจากบริษัทจัดหางาน เป็นนโยบายที่มีมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี 2551 ได้ก่อตั้งศูนย์จ้างตรงขึ้น เพื่อให้บริการด้านคำปรึกษา โดยมีบริการล่ามสองภาษา และเจ้าหน้าที่ประจำติดตามดูแลเรื่องการนำเข้าเป็นรายกรณี เมื่อปี 2559 ได้ร่วมมือกับประเทศผู้ส่งออกแรงงานทั้ง 4 ประเทศ เพื่อจัดส่งแรงงานภาคการผลิตและผู้อนุบาลในครัวเรือนให้แก่นายจ้างไต้หวัน และช่วงปลายปี 2567 ได้ขยายความร่วมมือกับอินโดนีเซียครอบคลุมถึงผู้อนุบาลในองค์กรและแรงงานภาคเกษตร กระทรวงแรงงานประชาสัมพันธ์ให้นายจ้างนำเข้าแรงงาต่างชาติผ่านระบบจ้างตรง ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายทั้งของนายจ้างและแรงงานได้ (ภาพจาก LTN) กระทรวงแรงงานกล่าวว่า ระบบจ้างตรงไม่ผ่านการจัดส่งของบริษัทจัดหางาน จะดำเนินการผ่านศูนย์จ้างตรง นายจ้างที่มีความประสงค์จะจ้างแรงงานต่างชาติผ่านระบบนี้ สามารถยื่นความต้องการต่อศูนย์จ้างตรง เมื่อได้รับคำร้องแล้ว ศูนย์จ้างตรงจะประสานไปยังสำนักงานแรงงานของประเทศผู้ส่งออกให้ช่วยคัดเลือกแรงงานตามคุณสมบัติที่นายจ้างต้องการ ในจำนวนที่มากกว่าความต้องการ 3-5 เท่า เพื่อให้นายจ้างได้คัดเลือกผ่านการดูจากใบสมัครซึ่งมีข้อมูลของแรงงาน สัมภาษณ์ผ่านวิดีโอคอล หรือเดินทางไปสัมภาษณ์ด้วยตนเองที่ประเทศต้นทาง จากนั้นศูนย์จ้างตรงและประเทศต้นทางจะดำเนินการให้แรงงานต่างชาติเดินทางเข้าไต้หวันเพื่อเริ่มทำงาน กระบวนการนี้ จะช่วยให้นายจ้างสามารถหาคนงานได้รวดเร็วตามเวลาที่กำหนด ประหยัดค่าบริการบริษัทจัดหางานทั้งในและต่างประเทศ และส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างนายจ้างกับแรงงาน เกิดผลประโยชน์ร่วมกันทั้งสองฝ่าย กลุ่มแรงงานไทยชุดแรกที่เดินทางมาทำงานภาคการเกษตรที่เขตเหม่ยหนง นครเกาสง (ภาพจาก newsmarket.com.tw) กระทรวงแรงงานกล่าวอีกว่า เพื่อช่วยเหลือนายจ้างในการคัดเลือกแรงงานและบริหารจัดการแรงงานหลังเข้าทำงานที่ไต้หวันแล้ว ศูนย์จ้างตรงมีเจ้าหน้าที่ที่สามารถให้คำปรึกษาได้หลายภาษา เช่น ภาษาเวียดนาม อินโดนีเซีย ไทย และอังกฤษ พร้อมให้บริการดูแลและช่วยแจ้งเตือนนายจ้างต้องดำเนินการตามกฎระเบียบและติดตามการทำเอกสารสำคัญต่าง ๆ เช่น การแจ้งเดินทางเข้าประเทศ เตือนให้พาแรงงานไปตรวจสุขภาพ ทำบัตรถิ่นที่อยู่ ทำใบอนุญาตทำงาน รวมถึงแจ้งเตือนเรื่องการต่อสัญญาเมื่อใกล้ครบกำหนด เพื่อให้นายจ้างสามารถบริหารแรงงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและไม่พลาดขั้นตอนสำคัญ ไต้หวันขาดแคลนแรงงานภาคการเกษตรอย่างหนัก (ภาพจาก agriharvest.tw) นายจ้างที่สนใจ สามารถเข้าไปที่เว็บไซต์ของศูนย์จ้างตรง เพื่อค้นหาข้อมูลและบริการเกี่ยวกับการบริหารแรงงานหลังจากแรงงานต่างชาติเดินทางเข้าสู่ไต้หวันแล้ว ได้ที่ : https://dhsc.wda.gov.tw ฟาร์มปศุสัตว์และฟาร์มโคนมขาดแคลนแรงงานอย่างหนักเช่นกัน (ภาพจาก newsmarket.com.tw) นอกจากอินโดนีเซียแล้ว กระทรวงแรงงานยังมีแผนเจรจากับประเทศผู้ส่งออกแรงงานรายอื่น ๆ ผ่านการประชุมระดับทวิภาคีอย่างต่อเนื่อง เพื่อขยายประเภทแรงงานที่สามารถจ้างตรงได้ หากนายจ้างมีข้อสงสัยหรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับบริการต่าง ๆ ของศูนย์จ้างตรง สามารถเข้าเว็บไซต์ข้างต้น หรือโทรสอบถามได้ที่เบอร์ 02-66130811 (มีบริการภาษาจีน, อังกฤษ, เวียดนาม, ไทย, อินโดนีเซีย) หรือสายด่วนคุ้มครองแรงงาน 1955 จะมีเจ้าหน้าที่ให้บริการโดยตรง 2. สาวไทยขนกัญชา 11 กก. เข้าไต้หวันด้วยค่าจ้าง 35,000 บาทถูกรวบคาสนามบิน ตำรวจแกะรอยตามจับชายไต้หวันผู้บงการได้แล้ว ตำรวจท่าอากาศยานและศุลกากรประจำอาคารผู้โดยสารแห่งที่ 1 ท่าอากาศยานนานาชาติเถาหยวน ได้ตรวจพบความผิดปกติในกระเป๋าเดินทางที่โหลดใต้ท้องเครื่องของผู้โดยสารหญิงไทยรายหนึ่ง ซึ่งเดินทางเข้าประเทศไต้หวันในฐานะนักท่องเที่ยว ได้รับการยกเว้นวีซ่า เมื่อเปิดกระเป๋าตรวจสอบพบว่ามีกัญชา ซึ่งในไต้หวันจัดให้เป็นยาเสพติดประเภทที่ 2 ซุกซ่อนอยู่จำนวน 6 ห่อ น้ำหนักร่วม 11 กิโลกรัม มูลค่าตลาดโดยประมาณ 27 ล้านเหรียญไต้หวัน นอกจากจับกุมหญิงไทยรายนี้แล้ว เจ้าหน้าที่ได้รายงานให้อัยการดำเนินการสืบสวน จนสามารถติดตามจับกุมนายซู ชายไต้หวันได้ที่โรงแรมแห่งหนึ่งในเขตว่านหัว กรุงไทเป หลังจากพยายามเปลี่ยนโรงแรมหลายแห่ง เพื่อป้องกันการตรวจจับของตำรวจ นายซูให้การสารภาพว่า ติดต่อผ่านนายหน้าชาวไทยจ้างหญิงไทยลักลอบขนยาเข้าไต้หวันในราคาค่าจ้าง 35,000 บาท หลังสอบสวน ตำรวจควบคุมตัวดำเนินคดีทันที นางสาววนิดา (นามสมมุติ) หญิงไทยวัย 30 ปี ทำงานเป็นพนักงานเสิร์ฟร้านอาหารใน กทม. รับจ้างขนกัญชาร่วม 11 กก. เข้าไต้หวันถูกจับ (ภาพจากตำรวจท่าอากาศยานเถาหยวน)....
ตอนอื่นในรายการนี้

ดูทุกตอน →