แรงงานและผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่

ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 25 กรกฎาคม 2568

จากรายการ แรงงานและผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่
0:000:00
ดาวน์โหลดบน App Store (iPhone) ดาวน์โหลดบน Google Play (Android)
รายละเอียดตอน
1. ศาลตัดสินจำคุกนายจ้างใจโหดพร้อมภรรยา 10 เดือนและ 8 เดือน คดีนำแรงงานไทยผิดกฎหมายป่วยหนักไปทิ้งข้างทางจนเสียชีวิต หลังชดใช้ทายาท 1 แสน คดีนี้เกิดขึ้นเมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว ที่ฟาร์มปศุสัตว์ในเมืองซินจู๋ นายเว่ย อายุ 48 ปี ชายชาวไต้หวันเจ้าของฟาร์มพบว่า นายพัฒนา (นามสมมุติ) อายุ 47 ปี แรงงานไทยผิดกฎหมายที่ตนว่าจ้าง ซึ่งป่วยเป็นโรคตับแข็งเป็นลมหมดสติในที่ทำงาน ด้วยความกลัวจะถูกจับเนื่องจากการจ้างแรงงานต่างชาติทำงานอย่างผิดกฎหมาย แทนที่จะรีบนำส่งรักษาที่โรงพยาบาล แต่จ้างแท็กซี่ขนแรงงานไทยที่ป่วยหนักรายนี้ไปทิ้งข้างถนนในชนบท โดยสั่งนายวิษณุ (นามสมมุติ) แรงงานไทยผิดกฎหมายอีกรายช่วยกันขน จากนั้นให้โชเฟอร์แสร้งทำเป็นพลเมืองดีโทรศัพท์แจ้งความว่า พบคนหมดสติอยู่ข้างทาง ตำรวจรุดไปที่เกิดเหตุนำคนป่วยส่งรักษาที่โรงพยาบาล เนื่องจากส่งรักษาช้า เป็นเหตุให้แรงงานไทยรายนี้เสียชีวิตใน 2 วันต่อมา ตำรวจสงสัยมีความไม่ชอบมาพากล จึงมีการตรวจสอบ พบนายเว่ยนั่นแหละเป็นนายจ้างและนำผู้ป่วยไปทิ้งในที่เปลี่ยว แม้นายเว่ยจะปฏิเสธเสียงแข็ง หลังจากที่อัยการและตำรวจทำการสืบสวนหลักฐานต่าง ๆ อย่างละเอียดแล้ว เมื่อเดือนมีนาคมปีนี้ สั่งฟ้องนายเว่ยพร้อมภรรยาที่รู้เห็นเหตุการณ์ โชเฟอร์แท็กซี่และนายวิษณุ ข้อหาละทิ้งผู้ป่วยโดยผิดกฎหมาย ขอให้ศาลสั่งจำคุกคนละ 1 ปี อาคารที่ทำการของศาลท้องถิ่นเถาหยวน (ภาพจาก tyd.judicial.gov.tw) หลังจากศาลพิจารณาคดี เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคมที่ผ่านมา ตัดสินจำคุกนายเว่ย 10 เดือน ภรรยานายเว่ย 8 เดือน ข้อหาละทิ้งผู้ป่วยโดยผิดกฎหมาย อย่างไรก็ตาม เนื่องจากหลังเกิดเหตุจำเลยทั้งสองเป็นฝ่ายติดต่อและได้ชดใช้เงินจำนวน 100,000 เหรียญไต้หวันให้แก่ครอบครัวผู้เสียชีวิต ศาลอนุญาตให้จำเลยรอลงอาญา 2 ปี ส่วนนายวิษณุ แรงงานไทยผิดกฎหมายที่ช่วยขนย้าย จำคุก 8 เดือน พ้นโทษแล้วให้ส่งกลับประเทศ สำหรับคนขับแท็กซี่ แม้มีส่วนขนย้ายตามคำสั่งของนายเว่ยไปยังจุดเกิดเหตุ แต่เนื่องจากเป็นผู้แจ้งเหตุผ่านสายด่วนแจ้งเหตุฉุกเฉิน 119 และอยู่รอจนรถพยาบาลมาถึง อีกทั้งช่วยประสานกับเจ้าหน้าที่ตลอดเวลา ศาลเห็นว่าไม่มีเจตนาละทิ้ง จึงยกฟ้องไม่ลงโทษ จุดที่ขนแรงงานไทยป่วยหนักไปทิ้งข้างทาง อยู่ห่างไกลจากชุมชนและไม่ค่อยมีคนผ่านไปมา (ภาพจากสำนักงานอัยการเถาหยวน) ในคำพิพากษาระบุว่า ผลการสอบสวนหลังตำรวจได้รับแจ้งเหตุรุดไปที่เกิดเหตุบริเวณถนนในชนบทที่ตำบลชิงผู่ เมืองซินจู๋ เขตแดนติดต่อกับเขตต้าหยวน นครเถาหยวน เมื่อไปถึง พบแรงงานไทยคนดังกล่าวนอนหมดสติและมีน้ำลายฟูมปาก จึงรีบนำตัวส่งรักษาฉุกเฉินที่โรงพยาบาลฉางเกิง สาขาหลินโข่ว เนื่องจากอาการหนักและส่งรักษาช้า หลังจากแพทย์พยายามกู้ชีวิตอยู่ 2 วัน แรงงานไทยรายนี้ได้เสียชีวิตที่โรงพยาบาล เนื่องจากผู้เสียชีวิตหมดสติในพื้นที่ที่ไม่ค่อยมีผู้คนสัญจรไปมา ตำรวจสงสัยผู้เสียชีวิตไปนอนหมดสติข้างถนนในที่เปลี่ยวได้อย่างไร ได้แจ้งอัยการชันสูตรศพ อัยการพร้อมด้วยนิติเวชทำการผ่าศพพิสูจน์หาสาเหตุการเสียชีวิต พบผู้ตายได้รับบาดเจ็บบริเวณด้านหลังศีรษะ ทำให้มีภาวะเลือดออกในสมองและสมองบวม รวมถึงมีเลือดออกที่ก้านสมอง ส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนและเสียชีวิตจากอาการสมองบวมและปอดอักเสบ นอกจากนี้ ยังพบว่าผู้ตายป่วยเป็นโรคตับแข็ง ซึ่งทำให้อาการทรุดหนักและเป็นปัจจัยเสี่ยงสูงต่อการเสียชีวิต ผลการผ่าพิสูจน์ศพพบว่า ผู้ตายเคยทำงานที่ฟาร์มปศุสัตว์ใกล้บริเวณที่พบร่าง และนายวิษณุ แรงงานไทยผิดกฎหมายอีกรายที่เป็นเพื่อนร่วมงานของผู้ตายหายตัวไปหลังเกิดเหตุ อัยการจึงสั่งการให้ตำรวจยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขออนุญาตใช้ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศช่วยในการสืบสวน จนสามารถติดตามตัวนายวิษณุที่หลบหนีและควบคุมตัวมาสอบปากคำ จุดที่ขนแรงงานไทยป่วยหนักไปทิ้งข้างทาง อยู่ห่างไกลจากชุมชนและไม่ค่อยมีคนผ่านไปมา (ภาพจากสำนักงานอัยการเถาหยวน) จากการสอบปากคำ นายวิษณุให้การว่า นายพัฒนา แรงงานชาติเดียวกันป่วยเป็นโรคตับแข็งเป็นลมหมดสติในที่ทำงาน จึงแจ้งนายจ้าง แต่นายจ้างและภรรยาไม่ได้เรียกรถพยาบาลส่งผู้ป่วยไปรักษา กลับเปลี่ยนเสื้อผู้ป่วย เพื่อไม่ให้คนดูออกว่าเป็นลูกจ้างที่ทำงานในฟาร์มของตน จากนั้นจ้างแท็กซี่ที่รู้จักขนแรงงานไทยที่ป่วยหนักรายนี้ไปทิ้งข้างถนนในชนบท โดยสั่งให้ตนช่วยกันขน หลังจากขนผู้ป่วยไปทิ้งข้างถนนและให้โชเฟอร์โทรศัพท์แจ้งความในเวลา 40 นาทีต่อมาแล้ว นายเว่ยกลับไปที่ฟาร์มเผาทำลายเสื้อผ้า โทรศัพท์มือถือ และหลักฐานอื่น ๆ ของแรงงานไทย เพื่อปิดบังการกระทำผิดของตน อัยการระบุในสำนวนฟ้องว่า การกระทำของนายเว่ย ที่ตัดสินใจไม่ช่วยเหลือส่งผู้ป่วยอาการหนักไปรักษาที่โรงพยาบาล เพียงเพราะกลัวความผิดจากการจ้างแรงงานผิดกฎหมาย กลับนำไปทิ้งข้างถนนในพื้นที่ห่างไกล โดยแสร้งทำเป็นผู้พบเห็นเหตุการณ์ โทรแจ้งตำรวจ นอกจากนี้ เมื่อตำรวจและอัยการเริ่มสงสัยและสืบสวนคดี ผู้ต้องหากลับไม่ยอมให้การที่เป็นประโยชน์ และยังเผาทำลายข้าวของของผู้เสียชีวิตเพื่อทำลายหลักฐาน พฤติกรรมดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงการบิดเบือนค่านิยมและความไม่เห็นคุณค่าต่อชีวิตผู้อื่น อีกทั้งยังพยายามบิดเบือนข้อเท็จจริงต่อเจ้าหน้าที่ พูดแก้ตัวและหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบ จึงขอให้ศาลพิจารณาโทษจำคุกผู้ต้องหาทั้ง 4 คนละ 1 ปี นายเว่ย (วงกลมสีแดง) เจ้าของฟาร์มใจดำขนแรงงานไทยที่ป่วยหนักไปทิ้งข้างถนนเป็นเหตุส่งรักษาช้าจนเสียชีวิต (ภาพจาก CTS) 2. ตำรวจเถาหยวนทลายผับจัดปาร์ตี้ยาผิดซ้ำซาก! คนคุมเป็นชาวเวียดนาม เครื่องดื่มผสมยาเสพติดมอมเมาเพื่อนร่วมชาติ ขึ้นป้ายห้ามคนไต้หวันเข้า เนื่องจากมีนิคมอุตสาหกรรมมากมาย นครเถาหยวนจึงมีแรงงานต่างชาติทำงานอยู่มากที่สุดในไต้หวัน กล่าวคือมีจำนวนถึง 129,000 คน ครองสัดส่วน 15% ของยอดจำนวนแรงงานต่างชาติ 837,000 คน ปัญหาแรงงานต่างชาติหลบหนีกลายเป็นแรงงานผิดกฎหมายและยาเสพติดจึงรุนแรงกว่าพื้นที่อื่น ผับ บาร์และสถานบันเทิงที่ให้บริการแรงงานต่างชาติจึงพบเห็นได้โดยทั่วไป....
ตอนอื่นในรายการนี้

ดูทุกตอน →