ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 5 กันยายน 2568
0:000:00
รายละเอียดตอน
1. ไต้หวันเล็งพิจารณาปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำติดต่อกันเป็นครั้งที่ 10 ในสัปดาห์สุดท้ายเดือนกันยายน กลุ่มแรงงานหวังปรับขึ้นไม่ต่ำกว่า 4%
เมื่อเข้าสู่ช่วงปลายเดือนสิงหาคม-ต้นเดือนกันยายน การถกเถียงในประเด็นปรับขึ้นอัตราค่าจ้างขั้นต่ำในปีใหม่ของไต้หวันเริ่มคึกคักมากขึ้น กระทรวงแรงงานมีกำหนดจัดการประชุมคณะกรรมการพิจารณาค่าจ้างขั้นต่ำในสัปดาห์สุดท้ายของเดือนกันยายน เพื่อหารือการปรับขึ้นอัตราค่าจ้างขั้นต่ำในปี 2569 ตามดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ที่ขยายตัวต่อเนื่องตลอดปีนี้ รวมถึงอ้างอิงตัวชี้วัดสำคัญ 10 รายการที่เกี่ยวข้อง กลุ่มเคลื่อนไหวด้านแรงงานคาดหวังว่า ตามแนวทางการเจรจาที่ผ่านมาค่าจ้างขั้นต่ำปีหน้าควรปรับขึ้นไม่น้อยกว่า 4% เพื่อให้ค่าจ้างรายเดือนใกล้ระดับ 30,000 เหรียญไต้หวัน และค่าจ้างรายชั่วโมงขยับขึ้นแตะ 198 เหรียญไต้หวัน
แรงงานไทยในไซต์งานก่อสร้าง (ภาพจาก mimd.com.tw)
อย่างไรก็ดี นักวิชาการกังวลว่า หากค่าจ้างขั้นต่ำปรับขึ้นตามที่กลุ่มแรงงานเรียกร้องเป็นปีที่ 10 ติดต่อกัน แต่ค่าจ้างของแรงงานกลุ่มอื่นที่ไม่ได้รับการปรับตามอัตราค่าจ้างขั้นต่ำไม่ขยับตาม อาจส่งผลให้แรงงานจำนวนมากมีรายได้ใกล้เคียงกับค่าจ้างขั้นต่ำมากขึ้น และทำให้กลุ่มแรงงานชายขอบ เพิ่มจำนวนขึ้น
แรงงานไทยในไซต์งานก่อสร้าง (ภาพจาก LTN)
กลุ่มสหภาพแรงงานระบุว่า หากยึดตามแนวทางที่มีมาโดยตลอด คือสะท้อนดัชนีราคาผู้บริโภค หรือ CPI เต็มจำนวน และหลักการเมื่อเศรษฐกิจเติบโตควรแบ่งปันระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง โดยตัวเลขคาดการณ์ CPI ทั้งปี 2568 อยู่ที่ 2.21% และ GDP ขยายตัว 4.45% อัตราการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำควรอยู่ที่ 4.435% ซึ่งจะส่งผลให้ค่าจ้างขั้นต่ำรายเดือนปรับเป็น 29,858 เหรียญ และรายชั่วโมงเป็น 198 เหรียญไต้หวัน แต่หากพิจารณาปัจจัยด้านภาษีศุลกากร กลุ่มสหภาพแรงงานเห็นว่าควรปรับขึ้นไม่น้อยกว่า 4% ซึ่งจะทำให้ค่าจ้างรายเดือนอยู่ที่ 29,734 เหรียญ เพิ่มขึ้น 1,144 เหรียญ ส่วนค่าจ้างรายชั่วโมงเมื่อปัดเศษก็ยังคงแตะระดับ 198 เหรียญไต้หวัน
ไต้หวันเตรียมพิจารณาปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำในสัปดาห์สุดท้ายเดือนกันยายนนี้
จากข้อมูลของสำนักงานสถิติและการบัญชี สภาบริหารระบุว่า ในปี 2567 ค่าจ้างรวมทั้งปีเฉลี่ยต่อเดือนของลูกจ้างอยู่ที่ 60,984 เหรียญไต้หวัน เพิ่มขึ้น 4.39% เมื่อเทียบกับปีก่อน แต่หากตัดค่าล่วงเวลา โบนัสสิ้นปี และรายได้ไม่ประจำออก ค่าจ้างประจำเฉลี่ยอยู่ที่ 46,450 เหรียญไต้หวัน เพิ่มขึ้น 2.77% ขณะที่ค่าจ้างประจำกึ่งกลางหรือค่าจ้างมัธยฐานอยู่ที่ 37,274 เหรียญ เพิ่มขึ้น 3.29%
แรงงานไทยในไซต์งานก่อสร้างรถไฟฟ้าเถาหยวนสายสีเขียว (ภาพจากกองบริหารรถไฟฟ้าเถาหยวน)
กลุ่มสหภาพแรงงานชี้ว่า การเติบโตของอุตสาหกรรมไฮเทคทำให้ความเหลื่อมล้ำระหว่างแรงงานรายได้สูงและรายได้ต่ำถ่างกว้างมากขึ้น โดยแรงงานเกือบ 70% มีค่าจ้างประจำต่ำกว่าค่าเฉลี่ย อีกทั้งในปี 2566 ไต้หวันติดอันดับ 6 ของโลกด้านชั่วโมงการทำงานยาวนาน สะท้อนความจริงที่แรงงานจำนวนมากต้องพึ่งพาการทำงานล่วงเวลาเพื่อเพิ่มรายได้ ซึ่งเป็นหลักฐานชัดเจนว่าผู้ใช้แรงงานในไต้หวันยังคงได้รับค่าจ้างต่ำ
ไต้หวันเตรียมพิจารณาปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำในสัปดาห์สุดท้ายเดือนกันยายนนี้
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า การปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำในปีนี้แตกต่างจากปีก่อน ปีนี้มีปัจจัยใหม่คือ ภาษีศุลกากรสหรัฐฯ ซึ่งคาดว่าจะกระทบหนักต่อภาคการผลิตที่อยู่ด่านหน้า ท่ามกลางการเติบโตทางเศรษฐกิจที่โดดเด่น ศาสตราจารย์ซินปิ่งหลง แห่งสถาบันวิจัยและพัฒนาประเทศ มหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวัน ในฐานะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของคณะกรรมการพิจารณาค่าจ้างขั้นต่ำยอมรับว่า ดัชนี CPI ที่ใช้เป็นฐานคำนวณถือเป็นตัวชี้วัดล่าช้า แต่ผลกระทบจากภาษีเป็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต สุดท้ายขึ้นอยู่กับการเจรจาระหว่างนายจ้างและลูกจ้างว่าจะหาข้อสรุปอย่างไร
แรงงานไทยในโรงงานฟอกย้อมและตกแต่งสำเร็จ
แม้แรงกดดันจากภาษีศุลกากรใกล้เข้ามา แต่ด้วยแรงหนุนจากโอกาสทางธุรกิจของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทำให้สำนักงานสถิติและการบัญชี ได้ปรับตัวเลขคาดการณ์อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจปี 2568 ขึ้นเป็น 4.45% เมื่อรวมกับ CPI ที่ 2.21% ทำให้กลุ่มสหภาพแรงงานยืนยันว่า อัตราค่าจ้างขั้นต่ำในปีใหม่ ต้องปรับขึ้นอย่างน้อย 4% จึงถือว่าเหมาะสม
แรงงานไทยในโรงงานผลิตหม้อน้ำอุตสาหกรรม
อย่างไรก็ตาม ผลกระทบจากการเรียกเก็บภาษีนำเข้า 20% บวกกับภาษีที่เก็บดั้งเดิมหรือที่เรียกกันว่า ภาษี “20+N” ของสหรัฐฯ เริ่มชัดเจน โดยจำนวนโรงงานอุตสาหกรรมที่ประกาศมาตรการลดเวลาทำงานหรือให้พนักงานหยุดงานโดยไม่รับค่าจ้างเพิ่มขึ้น ในการประชุมร่วมเมื่อเดือนกรกฎาคม ตัวแทนนายจ้างได้เรียกร้องให้รัฐบาลตระหนักถึงผลกระทบจากภาษีศุลกากร ค่าเงินเหรียญไต้หวันที่แข็งค่าขึ้น และมาตรการภาษีคาร์บอนของสหภาพยุโรป พร้อมเสนอให้รัฐพิจารณาให้ความช่วยเหลือแก่องค์กรและแรงงานที่ได้รับผลกระทบ
แรงงานฟิลิปปินส์ในโรงงานผลิตแผงวงจรพิมพ์
นายไต้กั๋วหรง ประธานสหพันธ์แรงงานอุตสาหกรรมไต้หวันโต้แย้งว่า การใช้เหตุผลเรื่องภาษีเพื่อลดอัตราการปรับขึ้นนั้นเกินความจริง เพราะผลกระทบจากภาษีไม่ได้รุนแรงเท่าการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งส่งผลต่อทั้งประเทศ ขณะที่ภาษีมีผลเพียงบางอุตสาหกรรมที่ส่งออกไปยังสหรัฐฯ หากนายจ้างจะอ้างผลกระทบ ควรนำข้อมูลจริงมาแสดงว่ามีอุตสาหกรรมใดได้รับผลกระทบในระดับใด ไม่ใช่การกล่าวอ้างแบบกว้าง ๆ
ไต้หวันเตรียมพิจารณาปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำในสัปดาห์สุดท้ายเดือนกันยายนนี้
เจ้าหน้าที่กระทรวงแรงงานเปิดเผยว่า ในช่วงโควิด-19 แม้จะเผชิญผลกระทบหนัก คณะกรรมการพิจารณาค่าจ้างขั้นต่ำก็ยังตัดสินใจปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำควบคู่ไปกับมาตรการอุดหนุนจากกระทรวงเศรษฐการที่ให้ความช่วยเหลือธุรกิจที่รายได้ลดลงเกิน 10% ดังนั้น สำหรับผลกระทบจากภาษีศุลกากรสหรัฐฯ ก็อาจพิจารณาใช้มาตรการช่วยเหลือในลักษณะเดียวกันได้
2.....
ตอนอื่นในรายการนี้