ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 2 มกราคม 2569
0:000:00
รายละเอียดตอน
1. ตำรวจเหมียวลี่เดินหน้าโครงการปิดบัญชีก่อนกลับประเทศ ปราบปรามบัญชีม้าได้ผลชัดเจน พ่อเมืองเหมียวลี่แนะควบคุมบัญชีแรงงานต่างชาติจากต้นทาง
เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2568 สถานีตำรวจเหมียวลี่จัดงานแถลงผลสำเร็จโครงการ “ปิดบัญชีก่อนกลับประเทศ” สำหรับแรงงานต่างชาติที่ครบกำหนดสัญญาการทำงาน เพื่อป้องกันไม่ให้บัญชีธนาคารตกเป็นเครื่องมือฟอกเงินของขบวนการฉ้อโกง จากสถิติในช่วงครึ่งปีหลัง พบว่าแรงงานต่างชาติที่เกี่ยวข้องกับคดีบัญชีม้า ลดลงจาก 44 คนในช่วงครึ่งปีแรก เหลือเพียง 10 คน สะท้อนผลสำเร็จที่คดีฉ้อโกงผ่านบัญชีม้าลดลงอย่างชัดเจนของมาตรการดังกล่าว พร้อมทั้งเชิญนักศึกษาต่างชาติผู้ตกเป็นเหยื่อการฉ้อโกงมาเล่าประสบการณ์ และได้ร่วมลงนามความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับมหาวิทยาลัย 2 แห่ง ภายใต้ข้อตกลง "ความร่วมมือระหว่างสถานศึกษากับตำรวจ" เพื่อคุ้มครองความปลอดภัยในทรัพย์สินของนักศึกษาต่างชาติ
เหมียวลี่เดินหน้าโครงการปิดบัญชีก่อนกลับประเทศ ควบคุมบัญชีแรงงานต่างชาติจากต้นทาง ปราบปรามบัญชีม้าได้ผลชัดเจน (ภาพจาก miaoli.gov.tw)
โครงการปิดบัญชีก่อนกลับประเทศ เริ่มดำเนินการตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2568 โดยสถานีตำรวจเหมียวลี่ร่วมมือกับกองแรงงานและพัฒนาเยาวชนเมืองเหมียวลี่ จัดทำโครงการเฉพาะเจาะจงสำหรับแรงงานต่างชาติที่ครบกำหนดสัญญาจ้างงาน เพื่อป้องกันไม่ให้บัญชีธนาคารของพวกเขาถูกกลุ่มมิจฉาชีพใช้เป็นเครื่องมือฟอกเงิน สถิติล่าสุดชี้ให้เห็นถึงผลสำเร็จอันโดดเด่น กล่าวคือ ในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 (มกราคม–พฤษภาคม) มีแรงงานต่างชาติที่เกี่ยวข้องกับคดีบัญชีม้าจำนวน 44 ราย แต่หลังจากโครงการเริ่มดำเนินการในเดือนมิถุนายน จนถึงสิ้นเดือนพฤศจิกายนปีเดียวกัน ช่วงระยะเวลา 6 เดือน จำนวนดังกล่าวลดลงอย่างมากเหลือเพียง 10 ราย โดยเฉพาะในเดือนพฤศจิกายน 2568 ไม่มีรายงานคดีใดๆ เลย อีกทั้งยังไม่มีกรณีแรงงานต่างชาติที่เดินทางกลับประเทศหลังครบสัญญาขายบัญชีให้แก่กลุ่มมิจฉาชีพ แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของมาตรการปราบปรามการฉ้อโกงอย่างแม่นยำ
ตำรวจฝ่ายกิจการต่างด้าวของเมืองเหมียวลี่ วิเคราะห์ปัญหาที่เกิดจากการขายบัญชีธนาคารของแรงงานต่างชาติ (ภาพจาก miaoli.gov.tw)
รายงานจากกองกิจการต่างประเทศของสำนักงานตำรวจระบุว่า สถิติของสำนักงานตำรวจ กระทรวงมหาดไทย ชี้ให้เห็นว่า ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา คดีที่ชาวต่างชาตินำบัญชีธนาคารไปขายหรือให้ใช้เป็นเครื่องมือของขบวนการฉ้อโกงนั้น มากกว่าร้อยละ 70 เป็นแรงงานต่างชาติถูกกฎหมาย ขณะที่แรงงานหลบหนีหรือแรงงานผิดกฎหมายและนักศึกษาต่างชาติคิดเป็นสัดส่วนน้อยกว่าร้อยละ 20 จากข้อมูลดังกล่าว ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2568 ที่ผ่านมา ตำรวจจึงร่วมกับกองแรงงานและการพัฒนาเยาวชน ดำเนินโครงการปิดบัญชีก่อนกลับประเทศในสถานประกอบการที่จ้างแรงงานต่างชาติจำนวนมาก โดยกำหนดให้แรงงานต้องปิดบัญชีธนาคารเมื่อครบกำหนดสัญญาก่อนเดินทางกลับประเทศ ภายใต้แนวคิด 3E ได้แก่ การให้ความรู้แก่แรงงาน (Education) การมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย (Engagement) และการบังคับใช้กฎหมายเชิงสืบสวนต้นทางอย่างเด็ดขาด (Enforcement) พร้อมประสานความร่วมมือกับหน่วยงานต่างประเทศในไต้หวัน โรงงานในพื้นที่ และบริษัทจัดหางาน
นายจงตงจิ่น ผู้ว่าการเมืองเหมียวลี่ (ซ้าย) มอบโล่ขอบคุณแก่ Everlight Electronics บริษัทที่ว่าจ้างแรงงานไทยจำนวนมากและช่วยแรงงานปิดบัญชีธนาคารทุกราย ก่อนการเดินทางกลับประเทศ (ภาพจาก miaoli.gov.tw)
นายจงตงจิ่น ผู้ว่าการเมืองเหมียวลี่ กล่าวภายหลังรับฟังรายงานและคำให้การของผู้เสียหาย แสดงความขอบคุณสำนักงานตำรวจ กองแรงงานและการพัฒนาเยาวชน สถาบันการศึกษา และภาคเอกชนทุกฝ่ายที่ร่วมแรงร่วมใจจนเกิดผลเป็นรูปธรรม พร้อมย้ำว่า “การต่อต้านการฉ้อโกงเป็นความรับผิดชอบของทุกคน” หากปล่อยให้ขบวนการฉ้อโกงประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง ความเสียหายของประชาชนจะยิ่งรุนแรงขึ้น และเนื่องจากกลุ่มมิจฉาชีพใช้กลวิธีหลากหลาย ประชาชนอาจตกเป็นเหยื่อซ้ำได้ ดังนั้น นอกจากการนำผู้กระทำผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมแล้ว ประชาชนต้องช่วยกันเตือนภัยซึ่งกันและกัน ขณะที่ภาครัฐส่วนกลางควรพิจารณาเพิ่มเงินรางวัลในการจับกุมขบวนการฉ้อโกง เพื่อเสริมขวัญและกำลังใจเจ้าหน้าที่ ดำเนินมาตรการหลายด้านควบคู่กันเพื่ออุดช่องโหว่ ไม่เปิดโอกาสให้มิจฉาชีพแฝงตัว
สื่อประชาสัมพันธ์เรื่องผลของการขายหรือให้คนอื่นยืมใช้บัญชีธนาคาร จากกรมพัฒนากำลังแรงงาน กระทรวงแรงงาน
ผู้ว่าการเมืองเหมียวลี่กล่าวเพิ่มเติมว่า หากรัฐบาลกลางสามารถประสานงานกับคณะกรรมการกำกับดูแลสถาบันการเงิน ควบคุมบัญชีธนาคารของแรงงานต่างชาติอย่างแม่นยำ โดยกำหนดให้บัญชีสิ้นสุดผลบังคับใช้ทันทีเมื่อแรงงานครบสัญญาการทำงาน เพียงมีคำสั่งจากส่วนกลางก็สามารถบังคับใช้ได้ทั่วประเทศ ไม่จำเป็นต้องใช้ทรัพยากรจำนวนมาก และจะสามารถปิดล้อม แยกทำลายขบวนการฉ้อโกงได้อย่างครอบคลุม ถือเป็นการแก้ปัญหาจากรากฐานอย่างแท้จริง
สื่อประชาสัมพันธ์เรื่องผลของการขายหรือให้คนอื่นยืมใช้บัญชีธนาคาร จากกรมพัฒนากำลังแรงงาน กระทรวงแรงงาน
ทั้งนี้ ตามกฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน มาตรา 22 กำหนดว่า ผู้ใดมอบหรือให้ผู้อื่นใช้บัญชีการเงินโดยไม่มีเหตุอันสมควร หากมีพฤติการณ์ร่วมหรือรับผลประโยชน์ การมอบบัญชีตั้งแต่สามบัญชีขึ้นไป หรือกระทำผิดซ้ำภายในห้าปีหลังถูกตำรวจตักเตือน จะมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 ล้านเหรียญไต้หวัน หรือทั้งจำทั้งปรับ สถานีตำรวจจึงขอเตือน อย่าให้บัญชีธนาคารของตนแก่ผู้อื่นโดยไม่มีเหตุผลอันสมควรเด็ดขาด เพื่อหลีกเลี่ยงการกระทำผิดกฎหมายโดยไม่รู้ตัว
สื่อประชาสัมพันธ์เรื่องผลของการขายหรือให้คนอื่นยืมใช้บัญชีธนาคาร จากกรมพัฒนากำลังแรงงาน กระทรวงแรงงาน
2. รู้หรือไม่?....
ตอนอื่นในรายการนี้